Conservation Success Stories | WWF

Sustainable Oranges of Nan, Thailand (ไทย)

By Teerawat Ruangmak, WWF-Thailand IKI-SCP Field Officer.

© Chonlathan Naratree

ส้มสีทอง น่าน

จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของภาคเหนือ เป็นที่ตั้งของเมืองที่สำคัญในอดีต อาทิ เมืองวรนคร เวียงศีรษะเกษ ลักษณะภูมิประเทศมี พื้นที่ 11,472.076 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,170,045 ไร่   จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาประมาณ 48 % พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมประมาณ 39 % พื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 12.4 % และ พื้นที่อยู่อาศัยและอื่นๆประมาณ 0.6 % มีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิต ที่มีความสูง 600 – 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทอดผ่านทั่วจังหวัด คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด 

พื้นที่โดยทั่วไป มีป่าหลายประเภท เช่นป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่น ลอนชันเกิน 30 องศา ประมาณร้อยละ 85 ของพื้นที่จังหวัด พื้นที่สูงสุดของของพื้นที่อยู่ดอยภูคา สูง 2,112 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ส่วนลูกคลื่นลอนลาด ตามลุ่มน้ำ จะเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวยาวของลุ่มน้ำ น่าน สา ว้า ปัว และกอน ซึ่งรวมกันเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญนั้นคือ แม่น้ำน่าน




"จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาประมาณ 48 %
พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมประมาณ 39 % พื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 12.4 % และ พื้นที่อยู่อาศัยและอื่นๆประมาณ 0.6 %"

ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดน่าน มีความแตกต่างกันของฤดูกาล โดยอากาศจะร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน และหนาวเย็นในฤดูหนาว โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดพาเอาความชุ่มชื้นมาสู่ภูมิภาค ทำให้มีผลตกชุก ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน และจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดพาเอาความหนาวเย็นสู่ภูมิภาค

ในเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ และในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีสภาพอากาศร้อน นอกจากนี้ ยังมีสภาพภูมิประเทศโดยรอบ เป็นหุบเขาและภูเขาสูงชันมาก ทิวเขาวางตัวในแนวเหนือใต้ ทำให้บริเวณยอดเขา สามารถรับความกดอากาศสูงที่แผ่มาจากประเทศจีนในฤดูหนาว ได้อย่างทั่วถึงและเต็มที่

ขณะเดียวกันที่ทิวเขาวางตัวเหนือใต้ ทำให้เสมือนกำแพงปิดกั้นลมมรสุมทางทิศตะวันออก รวมทั้งยังมีระดับความสูงเฉลี่ยบนยอดเขา กับความสูงเฉลี่ยที่ผิวแตก

ต่างกันมาก และยังมีระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล จากปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ในตอนกลางวัน ถูกอิทธิพลของแสงแดดเผา ทำให้อุณหภูมิร้อนมาก และในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลของลมภูเขา พัดลงสู่หุบเขา ทำให้อากาศเย็นในตอนกลางคืน
ประชากรในจังหวัดน่าน มีการกระจัดกระจายไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ แบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ชาวไทยวน หรือ คนเมือง ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด ชาวไทลื้อ (ไทลื้อ, ไทยอง) ชาวไทลื้ออาศัยตั้งบ้านเรือน อยู่กระจัดกระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ชาวไทพวน หรือ ลาวพวน ชาวไทเขิน หรือ ชาวขึน ชาวไทใหญ่ หรือ เงี้ยว หรือ ไตโหลง อาศัยอยู่บริเวณแถวอำเภอทุ่งช้าง

นอกจากนี้ ในบริเวณที่สูงตามไหล่เขายังเป็นชุมชนของชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า "ชาวเขา" ได้แก่ ชาวม้ง, เมี่ยน, ลัวะหรือถิ่น, ขมุ รวมถึงชาวตองเหลืองหรือมาบลี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา   โดยอาชีพหลักประชากรจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ตามวิถีชีวิต    










"ในตอนกลางวัน ถูกอิทธิพลของแสงแดดเผา ทำให้อุณหภูมิร้อนมาก และในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลของลมภูเขา พัดลงสู่หุบเขา
ทำให้อากาศเย็นในตอนกลางคืน"

อำเภอทุ่งช้างในอดีตมีฐานะเป็นแขวง เรียกว่า “แขวงขุนน่าน” ผู้ครองแขวง ชื่อ เจ้าพรหม ณ น่าน     ปกครองแขวงขุนน่านระหว่างปี พ.ศ. 2466 และต่อมาแขวงขุนน่านได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ มีชื่อว่า “อำเภอและ” และได้เปลี่ยนชื่ออำเภอใหม่จาก “อำเภอและ” มาเป็น “อำเภอทุ่งช้าง”

จนถึงปัจจุบันนี้   ภูมิประเทศของ อำเภอทุ่งช้างตั้งอยู่ทางเหนือสุดของจังหวัดน่าน ติดกับชายแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด่านห้วยโก๋น มีพื้นที่ทั้งหมด 806.731 ตารางกิโลเมตร หรือ 504,206.875 ไร่ ลักษณะทั่วไปเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน พื้นที่เป็นภูเขาถึง ร้อยละ 90 อากาศร้อนจัดในฤดูร้อน หนาวจัดในฤดูหนาว และฝนตกชุกในฤดูฝน มีแม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำน่าน  ลำน้ำและ ลำน้ำเลียบ    ลำน้ำงอบ ลำน้ำหลุ ลำน้ำแงน และลำน้ำปอน 

© Chonlathan Naratree
© Chonlathan Naratree










"การทำการเกษตรเป็นการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่มากขึ้น 
พร้อมทั้งการเข้าไปของกลุ่มบริษัทที่ผูกขาดการรับซื้อผลผลิตของเกษตร เกิดการบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้น
มีสารเคมีตกค้าง ดินเสื่อมสภาพ และความแห้งแล้งในพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำ ทำให้การปลูกส้มสีทองเริ่มลดลงอีกครั้ง"

ส้มสีทองเมืองน่าน  เป็นส้มเขียวหวานที่มีเปลือกผิวสีเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวาน หอม จนโดดเด่นกลายเป็นที่เลื่องชื่อและเป็นคำขวัญเมืองน่าน เป็นพันธุ์ส้มที่ได้รับการพัฒนา เนื่องจากเดิมเมืองน่านไม่มีต้นส้มรสดี

เมื่อปี พ.ศ. 2468 ได้มีการนำพืชตระกูลส้ม คือส้มจีน เข้ามาปลูกในจังหวัดน่านเป็นคนแรก คือ“หมื่นระกำ”ซึ่งท่านเป็นผู้คุมเรือนจำจังหวัดน่าน หลังจากนั้นก็ได้มีการนำส้มพันธุ์อื่นๆมาปลูกเพิ่ม สำหรับส้มเขียวหวานนั้น หลวงสุนทรเษก ซึ่งรับราชการเป็นธรรมการจังหวัดน่านหรือศึกษาธิการจังหวัดน่านในขณะนั้น ได้นำพันธุ์ส้มมาจากบางมด จังกวัดพระนคร มาปลูกครั้งแรกที่บ้านสมุน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน แต่ก็ไม่เป็นที่แพร่หลาย 

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2480 นายคำรพ นุชนิยม อดีตศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้ริเริ่มการปลูกส้มเขียวหวานจากกิ่งตอน แต่ผลส้มที่ปลูกแทนที่เปลือกจะมีสีเขียวเหมือนทั่วไป กลับกลายเป็นสีเหลืองทองสวยงามและมีรสชาติหวาน หอม อร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งในช่วงแรกการปลูกส้มประสบปัญหาด้านโรคต่างๆทำให้เกษตรกรต้องลดพื้นที่การปลูกส้มลงประกอบกับในปี พ.ศ. 2504 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่และราคาส้มตก ทำให้การปลูกส้มเขียวหวานลดน้อยลงไปมาก

และในปี พ.ศ.2520 การปลูกส้มเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากราคาดีขึ้น พร้อมทั้งนายสายัณฑ์ เอี่ยมประชา เกษตรกรจังหวัดน่าน ได้ส่งผลส้มเข้าประกวดในงานวันเกษตรแห่งชาติ และได้รับรางวัลชนะเลิศในปี พ.ศ. 2526 และอีกหลายๆครั้ง จนส้มสีทองได้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดน่าน 

ด้วยสีผิวสีที่เป็นสีเหลืองส้ม และคุณภาพ รสหวานจัดกว่าที่ปลูกในจังหวัดอื่นๆ เกษตรกรจังหวัดน่าน เห็นว่าปลูกส้มเขียวหวานแล้วได้ราคาดี จึงมีการปลูกส้มเขียวหวานกันมาก ซึ่งระยะแรกๆส้มเขียวหวานของจังหวัดน่านต้องส่งขายในตลาดใหญ่ คือกรุงเทพมหานคร เพียงแห่งเดียว โดยบรรทุกรถยนต์ไปที่สถานีรถไฟ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เพื่อส่งทางรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ต่อไป ผู้บริโภคจึงรู้จัก ในนามส้มเด่นชัย 

ในเวลาต่อมาในเกษตรกรเริ่มมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการทำการเกษตรเป็นการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่มากขึ้น  พร้อมทั้งการเข้าไปของกลุ่มบริษัทที่ผูกขาดการรับซื้อผลผลิตของเกษตร เกิดการบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้น มีสารเคมีตกค้าง ดินเสื่อมสภาพ และความแห้งแล้งในพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำ ทำให้การปลูกส้มสีทองเริ่มลดลงอีกครั้ง

คำว่า ส้มสีทองน่าน คือพันธุ์ส้มเขียวหวาน บางมด ส่วนคำว่า สีทอง นั้น เกิดจาก สภาพภูมิประเทศ ที่เป็นแบบภูเขาสูงสลับกับที่ราบ และอยู่ในเขตมารสุมตะวันออกฉียงใต้ เป็นผลลักษณะภูมิอากาศมีความแตกต่างกัน ทำให้ตอนกลางวันได้รับอิทธิพลของแสงแดดทำให้อุณหภูมิสูง และในตอนกลางคืนได้รับอิทธิพลของลมภูเขาพัดลงสู่หุบเขา ทำให้อากาศอุณหภูมิลดลง อุณหภูมิจึงเกิดความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว ซึ่งอิทธิพลของอากาศที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืน ถ้าต่างกันถึง 8 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่งผลทำให้สาร “คาร์ทีนอยพิคเมนท์” ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทอง

© Chonlathan Naratree

อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน มีส้มสีทองที่มีรสชาติดีกว่าอำเภออื่นๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกส้มสีทองนั้นควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่สามารถใช้น้ำได้ตลอดปีการเป็นที่ราบหรือบากเขาเพียงเล็กน้อย ดินมีธาตุอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดีควรลึกอย่างน้อย 1 เมตร เพราะส้มสีทองไม่ชอบน้ำขัง และควรมีระยะการปลูกระยะ 4-6 X 4-6 เมตร

ซึ่งอำเภอทุงช้างเองนั้นน้ำท่าอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่อื่นๆของจังหวัด สำหรับการปลูกและการดูแลรักษานั้น การเตรียมหลุมปลูกควรขุดหลุมให้กว้างและลึกเท่าไรยิ่งดี อย่างน้อยหลุมควรขุดขนาด 80 X 80 X 80 เซนติเมตร โดยการขุดให้แยก ดินบนและดินล่างไว้คนละกอง ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก  มาคลุกกับดินบนให้เข้ากันแล้วใส่ลงก้นหลุม หากดินชั้นล่างเป็นดินไม่ดี หรือมีเศษหินปูน ไม่ควรใช้

ควรหาหน้าดินแถวใกล้ๆหลุมขุดใส่แทนกัน ไม่ก็คลุกกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วจึงนำลงปลูก เสร็จแล้วให้ยกโคนหลุมปลูกให้สูงกว่าระดับดิน เดิม 1 ศอก การปลูกนั้นนำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้มาปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ การปลูกให้ปลูกบนโคนเพราะต่อไปหลุมจะยุบลง ต้นส้มก็จะยุบลงด้วยพอเข้าปีที่สองก็จะเสมอระดับดินพอดี ถ้าปลูกเสมอระดับดินในตอนแรกหลุมยุบจะทำให้ปลูกต้นส้มต่ำไปทำให้น้ำขังในหลุมซึ่งจะทำให้กิ่งพันธุ์จะเน่าตาย

การบำรุงรักษาจากการปลูกกิ่งพันธุ์ ต้องรดน้ำแก่ส้มอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีแมลงมากวน หรือส้มเริ่มแตกใบอ่อนต้องมีการกำจัดศัตรูพืช(แมลง) และป้งกันโรคแก่ต้นส้ม ถางหญ้าบริเวณโคนต้นส้มอย่าให้หญ้ารกและใช้เป็นเศาวัชพืชเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่โคนต้น เพื่อลดเชื้อราในดินของพื้นที่แปลงส้มอีกทางนึง

 

"อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน มีส้มสีทองที่มีรสชาติดีกว่าอำเภออื่นๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม สำหรับปลูกส้มสีทองนั้นควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่สามารถใช้น้ำได้ตลอดปีการเป็นที่ราบหรือบากเขาเพียงเล็กน้อย ดินมีธาตุอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดีควรลึกอย่างน้อย 1 เมตร เพราะส้มสีทองไม่ชอบน้ำขัง และควรมีระยะการปลูกระยะ 4-6 X 4-6 เมตร"

© Chonlathan Naratree

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำเลียง ตำบลงอบ เป็นกลุ่มของเกษตรกรที่รวมตัวกันประกอบอาชีพเกษตรกรรม การปลูกส้มเขียวหวาน เดิมพื้นที่เคยผ่านการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว (การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และมีการใช้สารเคมีที่เข้มข้น พื้นที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินของการถือครองพื้นที่ตามกฏหมาย และ มีการบุกรุกป่า ภายหลังกลุ่มเกษตรกรได้รวมตัวกันเพื่อฟื้นคืนส้มสายพันธุ์เฉพาะในพื้นที่ และจัดการเรื่องผลผลผลิตที่เรียกว่า ส้มสีทองน่าน ซึ่งเป็นส้มที่ได้รับการรับรองเป็น “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI)” และได้ขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา 

การรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรในฟื้นที่อำเภอทุ่งช้าง ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตส้มเพื่อส่งขายให้กับตลาดเป็นจำนวนมากในแต่ละปี แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจและกลไกทางการตลาดทำให้ราคาผันผวนในแต่และปีซึ่งทำให้ไม่คุ้มทุนในการผลิต ต่อมาจึงได้มีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำเลียง จำนวน 91 แปลง เพื่อกำหนด ต่อรองราคาส้ม และจัดการผลผลิต การแบ่งขนาด 

ผ่านหน่วยงานเกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้ามาช่วยจัดการการปลูกและดูแล ในพื้นที่ พร้อมทั้ง บริษัท Tops Supermarket เข้ามารับซื้อผลผลิตกับเกษตรกร โดยมีเงื่อนไขในการรับซื้อคือต้องปลอดภัย

โดยแปลงปลูกส้มของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการรับรองเป็น “สิ่งบางชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI)” ทั้งหมด 27 แปลง และมีจำนวน  52  แปลง ที่เข้ารับการตรวจสารเคมี ตกค้างในพื้นที่ ซึ่งผล การตรวจสอบสารเคมี จำนวน 5 แปลง ของคุณประเสริฐ วิทา, คุณเพียงจันทร์ อินปัญญา, คุณชนาภร อินปัญญา, คุณสมรวย หอมดอกพลอย และคุณสม หอมดอก เป็นแปลงส้มที่ไม่ใช้สารเคมี(มีการจัดการแบบเกษตรอินทรีย์) ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรเองก็มีการจัดการพื้นที่สวนส้มแบบอินทรีย์ มีการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารกำจัดศัตรูพืชจากวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อใช้ในแปลงของกลุ่มเกษตรกร และมีการขยายผลเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้แก่ผู้ที่สนใจ ส่วนแปลง อีก จำนวน 35 แปลงที่ใช้สารเคมีในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 

© Chonlathan Naratree
© Chonlathan Naratree

ปัจจัยการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเกษตรกรที่มีการเปลี่ยนจากกการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นการทำการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและเกิดปัญหาปัญหาทาง ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต

การที่ประชาชนตกเป็นชำเลยของสังคมในเรื่องของการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ ปริมาณสารพิษ สารเคมีตกค้างลงสู่แหล่งน้ำ พร้อมทั้งเรื่องของสุขภาวะที่เป็นมลพิษต่อประชาชน ปัญหาหนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อพัฒการทำเกษตรกรรมที่มีหน่วยงานเข้าไปรับซื้อ ปัจจัยทางการตลาดที่มีการปรับเปลี่ยน พร้อมทั้งการผูกขาดทางการตลาด ระบบการการขนส่งในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลทำให้เกษตรมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อลดช่องว่างและสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีการต่อรองต่อตลาด พร้อมทั้งการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรเพื่อมุ่งสู่การผลิตที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานและการร่วมดูแลรักษาอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเพื่อการผลิตผลผลิตของเกษตรเกษตรเอง   

Tops Super market มีการตรวจสอบคุณภาพของส้มสีทองของเกษตรกร ที่ผ่านความปลอดภัยในปริมาณสารเคมี สี ผิว ขนาด ความหอม ความหวาน โดยกำหนดค่าความหวาน ประมาณ 13 Brix จากผลผลิตส้มที่รับซื้อ พร้อมกับมีการส่งทีม QA เพื่อตรวจสอบปริมาณสารเคมี และแนะนำแก่เกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการผลผลิตที่เข้าร่วม ซึ่งแปลงที่ได้รับรองการจัดการแบบเกษตรอินทรีย์ จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด และพัฒนาเป็นสินค้าคุณภาพสูง พร้อมทั้งเป็นตัวกลางของผุ้ผลิตและผู้บริโภค ที่นำผลผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดการซื้อผลผลิตของผู้บริโภคที่สามารถนำกลับไปตอบแทนแก่ผู้ผลิตในการดูแลและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำต่อไป

"ปัจจัยการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเกษตรกรที่มีการเปลี่ยนจากกการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นการทำการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและเกิดปัญหาปัญหาทาง ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต การที่ประชาชนตกเป็นชำเลยของสังคมในเรื่องของการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำสำคัญของประเทศ"

© Chonlathan Naratree
© Chonlathan Naratree