มาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในภาคเกษตร | WWF

What would you like to search for?

Consultation Workshop

งานศึกษาเรื่อง ‘มาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในภาคเกษตร’ โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ WWF ประเทศไทย

By อรุณวตรี รัตนธารี

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาด้านการเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องด้วยเป็นเรื่องของปากท้องประชาชนทั้งฝั่งของผู้ผลิตที่เป็นอาชีพส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ และการบริโภคที่เกี่ยวข้องกับทุกคน และอีกมุมหนึ่ง ภาคการเกษตรเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับปัญหาโลกร้อนโดยและการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเด็นเหล่านี้เป็นแนวคิดให้เกิดงานวิจัยเรื่อง ‘มาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในภาคเกษตร’ โดย ดร.กรรณิการ์ ธรมพานิชวงค์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยงานศึกษาชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย

กรอบความหมายของ ‘เกษตรกรรมยั่งยืน’ ซึ่งโดยทั่วไปอาจถูกทำให้เข้าใจว่าว่าคือ ‘เกษตรอินทรีย์’ ทว่าตามความหมายที่แท้จริงมีความครอบคลุมมากกว่านั้น ด้วยหมายถึงระบบการผลิตทางการเกษตร การแปรรูป การจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของเกษตรกร รักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศ โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อนึ่ง ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจะต้องคำนึงถึง 3 หลักการพื้นฐานดังต่อไปนี้:

1.) ความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ อาทิ ปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
2.) ความยั่งยืนด้านสังคม อาทิ คุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค
3.) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรที่ส่งผลกระทบ

แต่เมื่อมองมายังระบบผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยจะพบว่า แม้ภาคเกษตรของบ้านเราจะเติบโตอย่างต่อเนื่องกลับนำพามาซึ่งปัญหาหลายด้าน เนื่องจากทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยไม่ดำเนินไปตามความยั่งยืนตามความหมายข้างต้น และจึงเกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาการสูญเสียหน้าดิน ปัญหามลพิษทางน้ำและอากาศ อันเกิดจากการใช้สารเคมีเข้มข้นเกินจำเป็น และการมุ่งทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเกินสมดุล หลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการพัฒนาภาคเกษตรไปสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนนั้น อาจต้องต้องนำมาตรการสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ อาทิ มาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ มาตรการด้านกฎหมาย รวมถึงมาตรการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาสู่การทำเกษตรยั่งยืนมากขึ้น สามารถลดผลกระทบทางลบต่อสังคมโดยรวม ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการศึกษาได้เสนอมาตรการในการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนไว้ดังต่อไปนี้

1.) มาตรการส่งเสริมปัจจัยการผลิต
โดยปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 5 ส่วนหลักด้วยกัน คือ ที่ดิน ดิน น้ำ แรงงาน และเงินทุน เริ่มจากการพัฒนาที่ดินผ่านการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร รวมถึงใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวบริเวณผืนป่าเปลี่ยนมาทำเกษตรด้วยวิธีการที่ยั่งยืน เช่น การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถทำเกษตรโดยไม่ขัดกับกฎหมายที่ดิน รวมถึงยังสามารถฟื้นฟูป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง ทั้งนี้ควรทำไปพร้อมกับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ว่าสินค้าเกษตรเหล่านั้นมีคุณภาพจริง และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม

ปัจจัยการผลิตลำดับถัดมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ดิน’ โดยผลการศึกษาระบุว่าการพัฒนาดินอย่างยั่งยืนนั้นทำได้โดยการปรับปรุงและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ นอกจากนั้นยังต้องเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาดินเสื่อมโทรม อาทิ การกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ดิน เป็นต้น

ด้านทรัพยากร ‘น้ำ’ ก็เป็นอีกปัจจัยการผลิตที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนเช่นกัน อาทิ การแก้ปัญหาการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ผ่าน ‘มาตรการด้านราคา’ ทว่าต้องทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้และผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่นั้น ๆ หรือไม่อย่างไร กว่านั้นยังมีข้อเสนอให้มีมาตรการทางกฎหมายในการผ่อนปรนให้ชุมชนสามารถพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าได้ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการทำเกษตรครอบคลุมทุกฤดูกาล ซึ่งปัจจุบันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรบนที่สูงส่วนมากไม่สามารถขุดบ่อน้ำหรือสร้างอ่างเก็บน้ำได้ เนื่องจากขัดกับข้อกฎหมาย

ปัจจัยการผลิตต่อมาคือ ‘แรงงาน’ ตามการศึกษาพบว่าจำนวนเกษตรกรรุ่นใหม่นั้นเพิ่มขึ้นไม่ทันต่อการลดลงของเกษตรกรรุ่นเก่า แรงงานในการผลิตสินค้าเกษตรจึงลดลงอย่างน่าเป็นห่วงแม้จะมีมาตรการสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทางออกที่ผลการศึกษานำเสนอ คือ การสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรสูงวัย ทั้งทักษะด้านการทำเกษตร และทักษะในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในระยะยาว

ปัจจัยการผลิตอย่างสุดท้ายคือ ‘เงินทุน’ ด้วยการปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเคมีและเกษตรเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยน อีกทั้งในระยะของการเปลี่ยนผ่านยังมีความเสี่ยงที่ผลผลิตอาจลดลง รวมถึงการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยเงินทุนหมุนเวียน งานศึกษาดังกล่าวจึงนำเสนอวิธีการพักชำระหนี้เกษตรกรที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบยั่งยืน รวมถึงการให้ ‘สินเชื่อสีเขียว’ (Green Credit) ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเกษตรกรที่เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบยั่งยืน โดย สมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ขยายความถึงสินเชื่อสีเขียวไว้ดังนี้

“สินเชื่อเกษตรสีเขียว หรือ Green credit คือนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนในภาคเกษตรต่อไป โดยสินเชื่อรูปแบบนี้ครอบคลุมตั้งแต่การให้สินเชื่ออัตราพิเศษแก่เกษตรกรผู้ต้องการเปลี่ยนจากการทำเกษตรเคมีรูปแบบเดิม มาทำเกษตรแบบยั่งยืน อาทิ เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ ทั้งนี้การพัฒนาเงินทุนควรเกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน รวมถึงภาคเอกชน เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”

2.) มาตรการด้านกระบวนการผลิต
การส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนให้ได้ผลนั้นจะต้องพัฒนาทุกจุดในห่วงโซ่การผลิตไปพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือการพัฒนากระบวนการผลิต อาทิ การเตรียมพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา อาทิ การเผาเตรียมพื้นที่ โดยเฉพาะในแปลงเพาะปลูกเชิงเดี่ยวอย่างไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งการพัฒนาสามารถทำได้โดยให้ความรู้และรณรงค์ส่งเสริมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเกษตรกร รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทั้งนี้ควรแก้ข้อกฎหมายในการควบคุมการเผาในที่โล่งให้สอดคล้องกับสภาพการณ์จริง ที่แม้จะมีระยะเวลาห้ามเผา แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังคงเผาในช่วงก่อนและหลังช่วงเวลาดังกล่าวและสร้างปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าเช่นกัน

นอกจากนี้การพัฒนากระบวนการผลิตที่สำคัญอีกประการคือ การลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ผ่านการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาสารทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ ไม่กระทบต่อผลผลิต รวมถึงราคาไม่สูงจนเกินไป ทั้งนี้ควรทำควบคู่กับมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ อาทิ การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ก่อนนำเงินจากภาษีดังกล่าวไปใช้สนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป รวมถึงการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่สนับสนุนสินค้าเกษตรยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรปลอดภัย ทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้นด้วย

3.) มาตรการด้านการแปรรูป
ด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรที่ผลิตอย่างยั่งยืนนั้น ควรกำหนดมาตรฐานในการแปรรูปให้ชัดเจน อาทิ การควบคุมการใช้สารเคมีอันตราย และสร้างมาตรฐานป้องกันการปนเปื้อนในขั้นตอนการแปรรูป นอกจากนี้ควรจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มีหลากหลาย เพื่อให้มีปริมาณของผลผลิตป้อนเข้าสู่ระบบการแปรรูปอย่างไม่ขาดตอน ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับซื้อสินค้าเกษตรแปรรูปมีความมั่นใจในการซื้อขายมากขึ้น

4.) มาตรการด้านการกระจายสินค้า

อีกหนึ่งขึ้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อมาตรฐานและมูลค่าของสินค้าเกษตรก็คือ กระบวนการกระจายสินค้า ซึ่งจากการศึกษาพบว่าควรมีการนำแนวคิดการจัดการความเย็น (Cold chain management) มาประยุกต์ใช้ ผ่านการนำเทคโนโลยีมาช่วยรักษาอุณหภูมิระหว่างขนส่งสินค้าในระดับที่เหมาะสำหรับการรักษาคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร อาทิ การใช้ตู้แช่ที่มีมาตรฐาน การแพ็คสินค้าที่เหมาะสมกับห้องเก็บความเย็น รวมถึงการใช้ความรู้แก่พนักงานในการจัดส่งและกระจายสินค้า

5.) มาตรการด้านการตลาดและการบริโภค

มาตรการสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันคือ มาตรการด้านการตลาด โดยทีมศึกษานำเสนอว่า การพัฒนาด้านการตลาดนั้นควรเริ่มจากการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยให้มีความหลากหลาย รวมถึงส่งเสริมการสร้างตลาดสินค้าเกษตรยั่งยืนภายในชุมชน เพื่อให้เกิดการซื้อขายภายในชุมชน (local food) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชน ทั้งยังช่วยระบายสินค้าเกษตรที่อาจตกเกรดจากการส่งขายในห้างร้านขนาดใหญ่ ทั้งนี้สำหรับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) ควรสนับสนุนให้ซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยจากหลายแหล่งผลิต เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของปริมาณสินค้าเกษตรที่รับซื้อ และทำไปพร้อมกับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในอีกทาง รวมถึงการปลูกฝังให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ (food literacy) ผ่านการสอดแทรกในหลักสูตรการศึกษา และระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์

ภายหลังจบการนำเสนอผลการศึกษาโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จึงต่อด้วยวงเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็น “มาตรการเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในภาคการเกษตร” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) คุณอุดม หงส์ชาติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ Sustainable Food Lab คุณสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) คุณธิราช รุ่งเรืองกนกกุล ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการตลาดเพื่ออาหารและเกษตรกรแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (AFMA)

อนึ่งในวงเสวนาดังกล่าวมีหลายประเด็นน่าสนใจดังต่อไปนี้ ในประเด็นแรก ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรอบของคำนิยาม ‘เกษตรยั่งยืน’ เอาไว้ว่า “วิธีการทำเกษตรยั่งยืนมีหลายแบบ ทว่าคนส่วนใหญ่มักนึกถึงเพียงเกษตรอินทรีย์ แต่จริง ๆ มันครอบคลุมตั้งแต่การลดการใช้สารเคมีในการผลิต ไปจนถึงการทำเกษตรแบบปลอดสารเคมี มีระดับที่ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ โดยประเทศไทยนั้นมีองค์ความรู้เรื่องการทำเกษตรอุตสาหกรรมสะสมมานานหลายสิบปี มีงานวิจัยที่สามารถช่วยแก้ไขเรื่องปริมาณผลผลิตได้พอสมควร ทว่าปัจจุบันนักวิชาการเริ่มเห็นตรงกันว่าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมนั้นสร้างปัญหาต่อโลก และวิธีแก่ปัญหาก็คือการมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตให้น้อยลง แต่ในเรื่องของวิธีการนั้นยังคงต้องหาฉันทามติกันต่อไป”

อนึ่ง วิธีการลดการใช้ปัจจัยการผลิตนั้น ดร.นิพนธ์ มองว่าควรคำนึงถึงองค์ประกอบอย่างรอบด้าน อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการทำเกษตรโดยตรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตและการตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรยั่งยืน เนื่องจากชุดข้อมูลจริงและข้อมูลเชิงวิชาการนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร อีกทั้งงานวิจัยส่วนมากยังคงเป็นการศึกษาในประเด็นที่กระจัดกระจาย ขาดการบูรณาการความรู้เข้าด้วยกันอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้เพื่อจัดทำนโยบายด้านการเกษตร อาทิ ประเด็นการปล่อยก๊าซมีเทนในกระบวนการปลูกข้าว ซึ่งนักวิจัยควรคำนวณผลลัพธ์สุทธิหักลบกับผลลัพธ์เชิงบวก เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม หรือการศึกษาในประเด็นมาตรการการเก็บภาษีสารเคมีร้ายแรงที่ใช้ในภาคเกษตร เช่น การเก็บภาษีและจ่ายคืนผ่านกองทุนด้านความยั่งยืนทางการเกษตร เพื่อสร้างระบบที่รัดกุมและจ่ายคืนอย่างเหมาะสม

คุณสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้เสริมถึงประเด็นความเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศซึ่งเป็นสาเหตุให้ผักอุตสาหกรรมหลายชนิดมีผลผลิตลดลง ทำให้เกิดภาวะขาดตลาดและมีราคาสูง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในชุมชน อาทิ การเกิดเหตุดินถล่มในจังหวัดเลย ทำให้บ้านเรือนพังเสียหายกระทั่งต้องอพยพผู้คนในชุมชนหลายสิบครัวเรือน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีต้นทางจากการทำลายป่าไม้เพื่อนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตรอุตสาหกรรม โดยปัญหาข้างต้นจำเป็นต้องแก้ไขควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกร ทั้งเรื่องนวัตกรรมและทักษะในการทำการเกษตร ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนให้สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรศาสตร์ผนวกองค์ความรู้เข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาภาคเกษตร โดยการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ของเกษตรกรนั้น ควรเป็นกระบวนการที่เปิดให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา เพื่อให้แนวทางในการพัฒนาการทำเกษตรแบบยั่งยืนสอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิมของเกษตรกร และสอดคล้องกับพลวัตของโลกไปพร้อมกัน

ด้านคุณธิราช รุ่งเรืองกนกกุล ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการตลาดเพื่ออาหารและเกษตรกรแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ได้เสริมมุมมองถึงกระบวนการที่ทำให้การผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรเกิดความยั่งยืนไว้ว่า ควรต้องพัฒนาทุกกระบวนการผลิตให้มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ อาทิ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีมาตรฐานน่าเชื่อถือและผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม รวมถึงทำให้คนในสังคมเห็นภาพใหญ่ของการพัฒนาไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้การทำเกษตรยั่งยืนมีความยั่งยืนครบทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตอาหารยั่งยืนเช่นกัน

คุณอุดม หงส์ชาติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้ให้ความเห็นถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ภาคเกษตรของไทยควรให้ความสำคัญ คืออายุเฉลี่ยของเกษตรปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ทันกับการเติบโตของจำนวนเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยอยู่ที่ 58 ปี และแม้จะมีโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทว่าจำนวนเกษตรกรรุ่นใหม่ก็ยังคงน้อย เนื่องจากเกษตรกรรุ่นพ่อแม่ส่วนผ่านประสบการณ์ถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกกดทับจากความเหลื่อมล้ำของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน จึงมักไม่สนับสนุนให้บุตรหลานก้าวเข้าสู่ภาคการเกษตรเหมือนตน

รวมถึงควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้การทำเกษตรยั่งยืนขยายขนาดจากการทำเกษตรเชิงวิถี หรือเกษตรแปลงเล็ก ที่ให้ผลผลิตในปริมาณจำกัดและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด สู่การทำเกษตรยั่งยืนเชิงพาณิชย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรผลักดันไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ในภาคเกษตร ผ่านการวิจัยถึงปัจจัยที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สนใจอาชีพเกษตรกร

ในช่วงสุดท้ายของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมฟังเสวนา ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงผู้คนในแวดวงการพัฒนาเกษตรกรรม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ตัวแทนจากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์น่าน ให้ความเห็นในมิติของเกษตรกรว่า การนำมาตรการต่าง ๆ ที่ระบุในงานศึกษาไปใช้ปฏิบัติจริงนั้นเป็นโจทย์ท้าทาย เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่มีความละเอียดซับซ้อน อาทิ เรื่องภาษี รวมถึงแนวทางการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านยังขัดกับข้อกฎหมาย อาทิ การสร้างสถานที่เก็บน้ำเพื่อการเกษตรบนดอย ที่ขัดกับกฎหมายอนุรักษ์พื้นที่ป่า รวมถึงกรณีที่พื้นที่ทำกินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ การยื่นขอการตรวจสอบเพื่อรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเป็นไปได้ยาก นอกจากนั้นยังนำเสนอจุดอ่อนของนโยบายพักชำระหนี้ว่า ที่ผ่านมาเป็นการพักชำระหนี้ที่ไม่ได้คิดคำนวณถึงระยะเวลา หรือ ‘ช่องว่าง’ ในการปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเคมี เพื่อเข้าสู่ระบบการทำเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรมีรายได้ลดลง เนื่องจากมีผลผลิตลดลงต่อเนื่องกันนานนับปี

ตัวแทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ในแง่มุมของภาครัฐไว้ว่า ปัจจุบันหน่วยนโยบายของสภาพัฒน์ให้ความสำคัญกับการทำนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเชิงทดลอง ผ่านวิธีการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) โดยทีมวิจัยที่ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความต้องการและปัญหาของเกษตรกรเชิงลึก ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวมาออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกร และพัฒนาระบบเกษตรในภาพใหญ่ไปพร้อมกัน ซึ่งการทำนโยบายด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะช่วยอุดรอยรั่วของนโยบายการพัฒนาแบบเดิม ๆ ที่ออกแบบผ่านทฤษฎี และกรอบความคิดเชิงวิชาการ ซึ่งมักไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรเท่าที่ควร

ตัวแทนจากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนไว้ว่า ควรทำควบคู่กันไปทั้งการพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตร และการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวการเกษตรกรรมยั่งยืนให้กับภาคสังคมรับรู้ร่วมกัน อาทิ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีให้ผู้บริโภครับรู้ในวงกว้าง ผ่านการสื่อสารอย่างง่าย หรือการบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงการนำเสนอ ‘ทางเลือก’ ในการกินที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภคในทุกระดับเศรษฐกิจ อาทิ การบอกแหล่งซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยที่เข้าถึงง่าย หรือการจัดจำหน่ายผ่านระบบการซื้อ-ขายออนไลน์ เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และยั่งยืน

ตัวแทนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นถึงการให้นิยามต่าง ๆ ในงานวิจัย เพื่อสะดวกต่อการร่างนโยบายและบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ อาทิ ความหมายของคำว่า ‘เกษตรปลอดภัย’ หรือ ‘เกษตรยั่งยืน’ นั้นควรกว้างกว่าแค่ ‘เกษตรอินทรีย์’ หรือการให้นิยามคำว่า ‘สารเคมี’ ที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องระบุรายละเอียดให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงสารเคมีชนิดใด เนื่องจากความหมายของสารเคมีในภาพกว้างนั้นหมายรวมถึงทั้งน้ำ ยารักษาโรค และสารเคมีที่ให้ผลลัพธ์เชิงบวกอีกหลายชนิด

โดยสรุป เมื่อมองถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในภาพใหญ่ จะพบว่าปัญหาที่ภาคเกษตรของไทยพบในขณะนี้คือปัญหาเชิงระบบ การแก้ปัญหาเพียงจุดใดจุดหนึ่งจึงไม่เพียงพออีกต่อไป การจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในภาคเกษตร เพื่อเป้าหมายในการสร้างระบบเกษตรกรรมยั่งยืนหรือเกษตรปลอดภัยนั้น จึงควรเป็นการทำงานร่วมกันของ 3 ฝ่าย คือ ต้นน้ำ หรือเกษตรกรผู้รับหน้าที่ผลิตสินค้าเกษตร กลางน้ำ หรือผู้จัดจำหน่าย ซึ่งหมายรวมถึงการพัฒนาระบบจัดเก็บและขนส่งสินค้า และการพัฒนาการตลาดให้สอดคล้องกับบริบทสังคม สุดท้ายคือ ปลายน้ำ หรือผู้บริโภค ที่สามารถร่วมแก้ปัญหาในภาคเกษตรได้โดยการเรียนรู้เรื่องระบบอาหาร การตรวจสอบแหล่งผลิต รวมถึงการเลือกบริโภคสินค้าเกษตรอย่างตื่นรู้ อาทิ การบริโภคอาหารตามฤดูกาล อาหารท้องถิ่น หรืออาหารที่รู้ที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ซึ่งในส่วนของผู้บริโภคนั้นนับว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาอย่างยิ่ง ด้วยทุกคนในสังคมล้วนเป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะมีบทบาทหน้าที่ใดในสังคมก็ตาม