รู้จักสารเคมีในผักผลไม้ของเรา | WWF

What would you like to search for?

รู้จักสารเคมีในผักผลไม้ของเรา

โดย เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ThaiPan)

By อรุณวตรี รัตนธารี

แม้เราจะบริโภคผักผลไม้กันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่น้อยคนจะรู้ว่าผักผลไม้เหล่านั้นมีตันทางอย่างไรและปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผักผลไม้ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นในระบบอุตสาหกรรม ยิ่งกว่านั้น แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าควรเลือกกินผักผลไม้ที่สะอาดปลอดภัย ทว่าองค์ความรู้ในการเลือกบริโภคในเมืองไทยกลับยังมีความเข้าใจผิดบางประการถึงกระทั่งทุกวันนี้

สาเหตุเหล่านี้เองคือ แรงผลักดันในการสร้างการรับรู้เรื่องสารเคมีในสินค้าเกษตรที่ถูกต้องสู่สังคม ของเครือข่ายเตือนภันสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ThaiPan) ซึ่งร่วมมือกับหลายภาคส่วนทำหน้าที่กระจายความรู้มาตลอดหลายปี และล่าสุดกับเวิร์คช็อป ‘รู้จักสารเคมีในผักผลไม้ของเรา’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ สวนชีววิถี อ.ไทยม้า จังหวัดนนทบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจประเด็นอาหารปลอดภัยเข้าร่วมเรียนรู้เรื่องสารเคมีในผักผลไม้อย่างลงลึกไปด้วยกัน

โดยในเวิร์คช็อปดังกล่าว มีประเด็นน่าสนใจไล่เรียงดังต่อไปนี้

1.) สถานการณ์การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของไทย
โดย ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช วิทยากรหลักในเวิร์คช็อปครั้งนี้เปิดเผยข้อมูลว่า สารเคมีที่ใช้ในภาคเกษตรทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่เสียภาษีนำเข้ามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 และมีแนวโน้มปริมาณนำเข้าสูงขึ้นเรื่อยๆ กว่านั้นยังมีสถิติระบุว่าประเทศไทยใช้สารเคมีในภาคเกษตรสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก (2558) และมีอัตราการใช้สารพาราควอตมากกว่าประเทศอเมริกาถึง 4 เท่า

ทว่าเมื่อมองในภาพรวมกลับพบว่า ผลผลิตทางการเกษตรกลับมีปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สวนทางกับปริมาณการใช้สารเคมีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงมายาคติในการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต กว่านั้นกรมวิชาการเกษตรยังทำการศึกษาพบว่าสารเคมีกำจัดแมลงส่วนมาก สามารถกำจัดแมลงได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากแมลงศัตรูพืชส่วนใหญ่มักหลบอยู่ใต้ดินหรือในรู สารเคมีกำจัดแมลงจึงไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ท่ามกลางการเติบโตของการทำเกษตรในระบบอุตสาหกรรม (เกษตรเชิงเดี่ยว) ในอีกมุม หลายฝ่ายต่างก็ผลักดันให้เกิดการจัดการกับประเด็นปัญหาดังกล่าว ผ่านการพัฒนาระบบเกษตรปลอดภัย ไล่เรียงตั้งแต่การพัฒนาต้นน้ำ อาทิ การพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรในการทำเกษตรโดยไม่พึ่งพาสารเคมี การพัฒนาระบบการจัดเก็บและขนส่งสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนามาตรฐานสินค้าปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเพื่อสร้างตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยให้ยั่งยืนในระยะยาว

ทว่าเมื่อมองในรายละเอียด ปัจจุบันมาตรฐานสินค้าปลอดภัยก็ยังมีจุดอ่อนหลายประการ อ้างอิงจากข้อมูลที่คณะทำงานดำเนินการสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างในผักผลไม้จากทั้งตลาดค้าปลีก ตลาดค้าส่ง และห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 พบว่าผักผลไม้ที่ได้รับตรารับรองส่วนมากยังคงมีสารเคมีปนเปื้อน อาทิ ผักผลไม้ที่ได้รับตรารับรอง Q โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ตรวจพบสารเคมีตกค้างราว 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสุ่มตรวจ ซึ่งนับเป็นตรารับรองที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างมากที่สุด รวมถึงผักผลไม้อินทรีย์ที่ได้รับตรารับรอง Organic Thailand ก็กลับพบสารเคมีตกค้างราว 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสุ่มตรวจ โดยผักผลไม้ที่จำหน่ายในซูเปอร์มารเก็ตหรือโมเดิร์นเทรดมีอัตราส่วนสารเคมีปนเปื้อนใกล้เคียงกับตลาดสดทั่วไป แม้วางจำหน่ายในราคาสูงกว่าผักผลไม้ตามตลาดสดก็ตาม

โดยปัจจุบัน มาตรฐานตรารับรอง Q สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท นั่นคือ Q-GAP เป็นมาตรฐานปลอดสารเคมี ณ แปลงเกษตร และ Q-GMP เป็นมาตรฐานปลอดสารเคมี ณ โรงบรรจุสินค้า ซึ่งสินค้าเกษตรในโมเดิร์นเทรดส่วนมากมักได้รับตรารับรอง Q-GMP ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงมาตรฐาน G-GAP และอาจเป็นสาเหตุหลักทำให้ผักผลไม้ส่วนมากยังคงปนเปื้อนสารเคมีแม้จะผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย

ยิ่งกว่านั้น คณะดำเนินงานยังตรวจพบอีกว่าปัจจุบันสารเคมีตกค้างในผักผลไม้แต่ละชนิดมีมากถึง 10-30 ประเภท เป็นสารเคมีทั้งแบบล้างออกได้ และแบบดูดซึมที่ล้างออกด้วยน้ำสะอาดได้ยาก อาทิ สารคาร์เบนดาซิม หรือยาฆ่าเชื้อราที่มักพบในส้มเขียวหวานและส้มสายน้ำผึ้ง ซึ่งหากสะสมในร่างกายอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในที่สุด จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นนอกจากการล้างผักด้วยวิธีการต่างๆ แล้ว ผู้บริโภคจึงควรบริโภคผักผลไม้ที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับสารเคมีตกค้างจากผักผลไม้ในท้องตลาด

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยในไทยคือ ‘การสวมสิทธิ์’ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ยังมีข้อบกพร่อง โดยคณะทำงานได้สุ่มตรวจสอบข้อมูลของผักผลไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยประเภทต่างๆ ผ่านการอ่านคิวอาร์โค้ดบนห่อสินค้า พบว่าข้อมูลจำนวนมากไม่ตรงกับชนิดของผักผลไม้ กว่านั้นยังเป็นข้อมูลเก่าที่หมดอายุการใช้งาน ส่วนประเด็นการสวมสิทธิ์นั้นนับเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยเฉพาะผักผลไม้ที่จำหน่ายในโมเดิร์นเทรดนั้นพบการสวมสิทธิ์มากเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากระบบจัดจำหน่ายที่ต้องการสินค้าเกษตรในปริมาณมากและอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตบางรายจึงลักลอบนำสินค้าเกษตรจากแปลงอื่นสวมรอยส่งขายให้ทันความต้องการผู้บริโภค

2.) การเลือกบริโภค และรับมือกับสารเคมีตกค้างในผักผลไม้

ประเด็นน่าสนใจถัดมาคือ การรับมือกับสถานการณ์สารเคมีตกค้างในผักผลไม้ที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและใช้องค์ความรู้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้เสนอวิธีการเลือกซื้อและเลือกบริโภคผักผลไม้ไว้ว่า ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญที่ ‘แหล่งผลิต’ และ ‘กระบวนการผลิต’ มากกว่าข้อสังเกตพื้นฐานที่บางครั้งอาจให้ผลคลาดเคลื่อน อาทิ ผักพื้นบ้านบางชนิดอาจมีสารเคมีปนเปื้อนได้เช่นเดียวกันหากปลูกในพื้นที่ใกล้กับเขตอุตสาหกรรม หรือเป็นผักพื้นบ้านที่กำลังได้รับความนิยม เช่น ใบบัวบก ที่สุ่มตรวจพบสารเคมีตกค้างมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ กว่านั้น ข้อสังเกตเรื่อง ‘รูหนอน’ บนใบผักก็อาจไม่ใช่เครื่องยืนยันความปลอดภัยเสมอไป เนื่องจากมีผลการศึกษารายงานว่าเมื่อผักเริ่มมีหนอนกัดกิน เกษตรกรบางรายจะเร่งพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ทำให้บางครั้งผักมีรูกลับมีปริมาณสารเคมีตกค้างมากกว่าผักใบสวยเสียด้วยซ้ำ

3.) การตรวจสอบสารเคมีตกค้างด้วยตัวเอง ด้วยชุดทดสอบ DTC

ในภาคบ่าย ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปยังได้ร่วมกันทดลองตรวจสอบสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ด้วยตัวเอง ผ่านชุดทดสอบสารกำจัดเชื้อรากลุ่มไดไทโอคาร์บาเมท (Dithiocarbamate Test Kit) ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบที่ง่ายและเห็นผลรวดเร็ว โดยสารเคมีกำจัดเชื้อรานั้นนับเป็นวัตถุมีพิษทางการเกษตรอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคเกษตร บางกลุ่มมีอันตรายน้อย บางกลุ่มมีอันตรายมากถึงขั้นทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง ทว่าปริมาณการนำเข้าสารเคมีกำจัดเชื้อรายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบการรายงานการตกค้างของสารกลุ่มนี้น้อย และจากการทดลองในภาคบ่ายวันนั้นพบว่า ผักทั้งหมดมีปริมาณสารกำจัดเชื้อราตกค้างในสัดส่วนมากน้อยแตกต่างกัน โดยผักพื้นบ้าน อาทิ ผักหวาน มะเขือเทศพื้นบ้าน พบสารตกค้างน้อยกว่าผักในระบบอุตสาหกรรมอย่างคะน้า หรือผักกาดขาว และผักยืนต้น อาทิ มะกอก พบสารเคมีน้อยกว่าผักล้มลุกทุกชนิด

ท้ายสุด คณะทำงานจากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้รวบยอดเนื้อหาของเวิร์คช็อปไว้ว่า การพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยให้มีมาตรฐานในระยะยาวนั้น จะต้องเป็นการพัฒนาพร้อมกันทั้งระบบ นับแต่การผลิต จัดจำหน่าย รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องชัดเจนให้แก่สังคม เพื่อเมื่อสังคมมีชุดข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน ก็จะเกิดการตั้งคำถามกับระบบอาหารและร่วมมือกันตรวจสอบความปลอดภัยอย่างกว้างขวาง รวมถึง

หาหนทางในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม