What can we learn from Bangkrachao? | WWF

ปั่น กิน เดิน เพลินบางกระเจ้า:

By อรุณวตรี รัตนธารี

© Why Not Social Enterprise

 

ปั่น กิน เดิน เพลินบางกระเจ้า :

ทริปเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างยั่งยืนในผืนป่าที่เป็นปอดของกทม.

By อรุณวตรี รัตนธารี

 

หลายปีมาแล้วที่บางกระเจ้ากลายเป็นหมุดหมายของคนรักธรรมชาติ

ด้วยชื่อเสียงเลื่องลือถึงความบริสุทธิ์ของอากาศจนได้รับสถานะ ‘ปอดของกรุงเทพฯ’ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะสวนผลไม้ จุดชมหิ่งห้อย หรืออาหารมากมายที่ปรุงจากวัตถุดิบในชุมชน ล้วนส่งให้บางกระเจ้ากลายเป็นพื้นที่สีเขียวกลางเมืองใหญ่ที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอด

แต่ผ่านมาหลายปี เราก็ไม่เคยแวะเวียนไปเยี่ยมบางกระเจ้าสักที

กระทั่งโอกาสดีที่ทาง WWF Thailand จับมือกับ Ma:d Club for better society จัดทริป ‘ปั่น กิน เดิน เพลินบางกระเจ้า’ ขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างนักกิจกรรมด้านอาหาร (Food activist)​ รุ่นใหม่ขึ้นมาร่วมกันขับเคลื่อนรณรงค์ให้สังคมหันมาสนใจการบริโภคอย่างยั่งยืน (Eat Better) และตระหนักว่าการบริโภคนั้นกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึงเพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อตัวเองและดีต่อโลก

เราและเพื่อร่วมทริปอีก 15 ชีวิตเลยขออาสาตามไปปั่น ชม และชิมกันให้รู้ว่าปอดของกรุงเทพฯแห่งนี้มีดียังไง ก่อนจะเก็บเกร็ดน่าสนใจกลับมาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้!

© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise

[B] Let’s ride!

ทริปนี้เริ่มต้นกันตั้งแต่คล้อยบ่าย พวกเราราว 15 ชีวิตจากหลายสาขาอาชีพเดินทางมารวมตัวกันที่ท่าเรือวัดบางนานอก ก่อนจะอาศัยเรือข้ามฟากเพื่อข้ามไปยังบางกระเจ้า พื้นที่ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และเพียงมองมาจากอีกฝั่งก็สัมผัสได้ถึงความชุ่มชื่นเขียวชอุ่มโดดเด่นขึ้นมาจากบริเวณรอบๆ

“วันนี้เราจะใช้จักรยานกัน”

พี่สุกิจ พลับจ่าง จากกลุ่มอนุรักษ์ลำพูบางกระสอบ และหนึ่งในวิทยากรวันนี้เกริ่นกับเราด้วยรอยยิ้ม ก่อนทุกคนจะพากันคว้าจักรยานคนละคันมาจอดไว้ข้างๆ ตัว จากนั้นพี่สุกิจจึงเริ่มสาธยาย อธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ของบางกระเจ้าให้เราฟังอย่างใจเย็น

“บางกระเจ้าถือเป็นปอดของกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เพราะพื้นที่ตรงนี้รูปร่างคล้ายปอดนะ (หัวเราะ) แต่เพราะบริเวณนี้มีโอโซนมากเป็นพิเศษ จากทั้งพืชที่ปลูกผสมผสานกัน และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดเอาอากาศดีๆ จากตรงนี้เข้าไปในตัวเมืองกรุงเทพฯถึงปีละ 9 เดือน” เขาเล่า พลางชี้ไปยังเส้นทางจักรยานเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามสวนมะพร้าวและผืนป่าชุ่มน้ำระยะทางนับสิบกิโลเมตร



“ขี่ไปตามทางนี้เดี๋ยวก็จะเห็นว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน (ยิ้ม)”

นาทีถัดมาขบวนของเราจึงเริ่มออกเดินทาง เพื่อพบกับทิวทัศน์สองข้างทางจักรยานที่ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ป่าชายเลนหลากชนิด ทั้งโกงกาง ต้นจาก ต้นลำพู หรือต้นตีนเป็ดที่ออกผลสีเขียวๆ ให้เห็นอยู่เต็มต้น

ยิ่งกว่านั้น เรายังได้พบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อิงอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นแฟ้น อาทิ การทำมะพร้าวขูดตากแห้งเพื่อนำไปใช้ในเมนูเมี่ยงคำ โดยเมื่อเราปั่นจักรยานผ่านแต่ละบ้าน ก็จะเห็นกระจาดบรรจุเนื้อมะพร้าวแก่สีขาวขุ่นวางเรียงรายตากแดดอยู่เต็มไปหมด เมื่อจอดถามคุณป้าคนหนึ่งถึงรู้ว่า เพราะละแวกบ้างกระเจ้านั้นเดิมอุดมด้วยสวนมะพร้าวนับพันต้น มะพร้าวจึงนับเป็นวัตถุดิบหลักของแต่ละครัวเรือน นำมาแปลงเป็นทั้งน้ำมะพร้าว ยอดมะพร้าว หรือมะพร้าวขูดฝอยตากแห้ง ที่จะมีแม่ค้าเมี่ยงคำจากตลาดบางน้ำผึ้งที่อยู่ไม่ไกลมารับซื้อเพื่อไปประกอบเป็นเครื่องเคียง จนกลายเป็นกิจการในครัวเรือนที่สร้างกำไรงาม

© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise

[B] Eat Local, Cook Local

หลังปั่นจนเริ่มได้เหงื่อ ขบวนของเราก็เดินทางมาถึงจุดพักแรก นั่นคือ ‘ร้านปลาย’ คาเฟ่สายโลคัลของนักปรุงดีกรีเชฟกะทะเหล็ก เชฟปลาย-ธนภัทร นุชปานทอง ที่ออกมาต้อนรับเราด้วยไอศรีมรสชาติชื่นใจที่ผลิตจากวัตถุดิบในชุมชน ทั้งรสมะม่วงหาวมะนาวโห่อมเปรี้ยวอมหวาน และรสลูกหม่อนหอมๆ ที่ช่วยคลายร้อนได้ชนิดปลิดทิ้ง! หรือใครเป็นสายหวาน รสมะม่วงน้ำดอกไม้ก็หวานละมุนจับใจสุดๆ

ความน่าสนใจของร้านปลายไม่ได้จำกัดอยู่แค่รสอร่อย แต่ยังอยู่ที่ปรัชญาในการปรุงของเชฟปลาย ผู้เกิดและเติบโตขึ้นในชุมชนบางกระเจ้า และนำความรู้กลับมาพัฒนาวัตถุดิบในท้องถิ่นให้กลายเป็นของอร่อยไว้รอเสิร์ฟผู้คน เพื่อสื่อสารถึงความอุดมสมบูรณ์ของปอดแห่งนี้ผ่านรสชาติอาหาร

“เพราะเรารู้ว่าบ้านเรามีของดี"

เชฟบอกยิ้มๆ เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงตัดสินใจหันเหจากการเป็นเชฟใหญ่ในเมืองหลวง กลับมาเปิดร้านอาหารยังบ้านเกิดของตัวเอง และคำตอบก็อาจชัดเจนอยู่ในรอยยิ้มของพ่อครัว

เราขึ้นอานจักรยานและปั่นไปตามทางอีกครั้ง คราวนี้เส้นทางลัดเลาะสวนเล็กๆ เพื่อไปพบกับจุดเรียนรู้อีกแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางบางกระเจ้า เป็นฟาร์มไก่ปลอดภัยขนาดกะทัดรัดนามว่า ‘กะต๊ากฟาร์ม’

พอจอดจักรยานเสร็จสรรพ อาจารย์ก้อย-อัญชนา ท่านเจริญ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เดินออกมาต้อนรับเราพร้อมกับชามะกรูดรสหอม


เย็น จากนั้นจึงเริ่มพาพวกเราเดินดูรอบๆ ฟาร์มไก่ไข่ที่อาจารย์ลงแรงลงใจศึกษาวิธีการเลี้ยงแบบอิงธรรมชาติจนได้ผลผลิตเป็นไข่ไก่คุณภาพดี ชนิดว่าใครได้ลองชิมไข่ไก่จากกะต๊ากฟาร์มแห่งนี้เป็นต้องติดใจ

“เราเริ่มจากอยากมีไข่ไก่คุณภาพดีไว้กิน แล้วก็อยากให้คนรอบตัวได้กินด้วย เลยอยากผลิตไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปลอดสารในราคาจับต้องได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การเลี้ยงโดยอิงกับธรรมชาติ อย่างบ้านเรามีบ่อน้ำ มีแหน ซึ่งแหนนี่แหละคืออาหารที่ดีมากสำหรับไก่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งอาหารไก่สำเร็จรูปเลย”

อาจารย์ก้อยบอกทั้งเสียงหัวเราะ ก่อนเสริมว่า นอกจากแหนจะเป็นอาหารที่อุดมสารอาหารชั้นดีแล้ว ยังมีพืชผักท้องถิ่นอีกหลายชนิดที่ช่วยบำรุงให้ไข่ไก่สวยน่ากิน ไม่ว่าจะใบกระถิน ใบตำลึง หรือการใส่ใบฟ้าทะลายโจรตากแห้งผสมลงในอาหารไก่ทุกมื้อ ซึ่งช่วยทำให้ไก่ฟาร์มนี้แข็งแรงไม่มีโรค และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลยสักนิด

นอกจากไก่หลายสิบตัว กะต๊ากฟาร์มยังรายล้อมด้วยระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์น่าสนใจ ไม่ว่าจะกอหญ้ากลางบึงน้ำที่อาจารย์ก้อยบอกว่าเป็นที่อาศัยของ ‘นกกวัก’ นกประจำถิ่นบางกระเจ้า รวมถึงหิ่งห้อยหลากประเภทที่พากันซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ รอจนแสงอาทิตย์ลับตาจึงจะพากันออกมาพบผู้คน

“บางกระเจ้ามีทั้งแหล่งน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย ทำให้หิ่งห้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มีหลายสายพันธุ์มากๆ เรียกว่ามีครบทั้งตระกูลหิ่งห้อยเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ)” อาจารย์ผู้ค้นพบหิ่งห้อยน้ำจืดสายพันธุ์ใหม่ของโลกอย่าง ‘ลูสิโอล่า อควาติลิส’ บอกกับเราพร้อมรอยยิ้มกว้าง

© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise

[B] Living in the homeland


ถัดจากฟาร์มกะต๊าก พวกเราออกแรงปั่นกันอีกครั้ง เมื่อมุ่งหน้าไปยังสวนผลไม้ของลุงพร ชาวสวนผู้มีดีกรีเป็นบัณฑิตวิชารัฐศาสตร์ แต่หันมาแบ่งเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอุทิศให้กับการทำเกษตร

เมื่อจอดจักรยานกันเรียบร้อย ลุงพรในวัยห้าสิบกลางๆ ก็พาเราเดินสมชวนผลไม้เชิงผสมผสาน ที่ลุงลงแรงทำเองคนเดียวแบบไม่ต้องเอี่ยวใคร ไม่ว่าจะต้นจาก ต้นกล้วย หรือต้นมะพร้าวนับร้อยที่เรียงรายอยู่ในสวน และเมื่อหนึ่งในพวกเราถามว่าลุงพรยังมีแรงพอปีนเก็บมะพร้าวไหม ลุงพรก็ยักคิ้ว แล้วจัดการปีนเก็บมะพร้าวด้วยมือเปล่าให้เราได้ดูเป็นขวัญตา “สุดยอด!” จนหลายคนต้องร้องออกมาพร้อมกัน

จากนั้นลุงพรก็ไม่รอช้า จัดการปอกมะพร้าวให้เราชิมน้ำมะพร้าวกันสดๆ พลางเล่าเรื่องราวของสวนขนาดนับสิบไร่แห่งนี้ให้เราฟังอย่างตั้งใจ ว่าเขาใช้องค์ความรู้พื้นบ้านในการดูแลโดยไม่แคร์ว่าต้องใช้สารเคมีเลยสักนิดเดียว มิหนำซ้ำยังมีผลผลิตพอให้นำไปเปิดแผงขายผลไม้ที่ตลาดละแวกนี้ไม่เคยขาด

ก่อนกลับออกจากสวน ลุงพรยังใจดีฝากมะพร้าวให้เราเอาไปปรุงเป็นมื้อเย็น พร้อมกับแวะข้างทางเด็ดยอด ‘ต้นปรง’ พืชท้องถิ่นของบางกระเจ้าได้เต็มสองมือ ส่งให้เราถือเอากลับไปด้วย

เราออกเดินทางกันอีกครั้งตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน
โดยมุ่งหมายจะได้พบกับ ‘เจ้าบ้าน’ ที่จะเผยตัวให้เราเห็นเป็นแสงสว่างในยามค่ำคืน

[B] Look how they shine for you

เราจอดจักรยานยังที่หมายสุดท้ายของวันนี้ พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที่ แต่ยังสว่างพอให้เรามองเห็นเส้นทางเล็กๆ ที่เลียบเข้าไปในป่าโกงกางสูงใหญ่ที่มีป้ายบอกไว้ว่าเป็น ‘แหล่งเรียนรู้หิ่งห้อย’ ที่ตั้งอยู่ในตำบลบางกระสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บางกระเจ้าที่เราเข้ามาปั่นสำรวจกันในวันนี้

นาทีถัดมา พี่สุกิจจึงอธิบายถึงความสำคัญของหิ่งห้อยให้เราฟังช้าๆ ว่านอกจากความสวยเรืองแสงของมันแล้ว หิ่งห้อยยังเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้อย่างดี เพราะหิ่งห้อยจะอาศัยอยู่เฉพาะในน้ำสะอาดเท่านั้น ทั้งหิ่งห้อยที่อยู่ในระยะตัวหนอนยังช่วยกินศัตรูพืชอย่างหอยตัวเล็กๆ ได้อีกต่างหาก

“เอาเข้าจริง การดูแลหิ่งห้อยไม่ยากเท่าการทำให้คนรู้ว่าหิ่งห้อยมีคุณค่ากับโลกนี้ยังไง” พี่สุกิจบอกแบบนั้น ระหว่างชี้ให้เราดูต้นลำพูสองต้นใหญ่ที่ยืนต้นตายอยู่ในสวนเพราะขาดการดูแลอย่างทั่วถึง
กลุ่มอนุรักษ์ลำพูบางกระสอบทำงานกันเป็นทีม มีเป้าหมายเพื่อส่งต่อความรู้ความเข้าใจระบบนิเวศในพื้นที่บางกระเจ้าออกสู่สังคมโดยไม่หวังผลกำไร และที่สำคัญคือ การรักษาบ้านของหิ่งห้อยให้คอยกระพริบแสงวับวาวให้เราเห็นกันยามค่ำคืนอย่างนี้ตลอดไป

© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise
© Why Not Social Enterprise

จากจุดเรียนรู้เรื่องหิ่งห้อย พวกเราก็เดินกลับมายังบ้านของพี่สุกิจ เพื่อเรียนรู้อีกหนึ่งเรื่องสำคัญ นั่นคือการกินอย่างไรให้ดีต่อทั้งกาย ใจ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว... ซึ่งคำตอบก็ไม่ยากเลย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ทั้งผักพื้นบ้าน ผลไม้ตามฤดูกาล หรืออาหารที่ผลิตขึ้นโดยปราศจากสารเคมี
           
และคำยืนยันก็ชัดเจนอยู่ในมื้อค่ำของเรา ที่ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่บางกระเจ้าทั้งสิ้น! เริ่มจากเมนูเด็ดที่เราไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่ออย่าง ‘วุ้นพิลังกาสา’ ขนมหวานจาก ‘ต้นพิลังกาสา’ พืชท้องถิ่นที่ให้ผลสีม่วงเข้มรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อนำมาคั้นเคี่ยวเอาน้ำมาทำเป็นวุ้น ก็ได้รสเปรี้ยวและหอมละมุนไม่แพ้วุ้นจากผลไม้ชนิดไหน ที่สำคัญ พิลังกาสามีสรรพคุณทางยาหลากชนิด ทั้งสมานแผลโรคกระเพาะ ช่วยเรื่องเลือดลมสำหรับผู้หญิง ช่วยรักษาวุ้นในตา หรือจะนำมาย้อมผ้าก็ได้สีม่วงปนแดงสวยแปลกตาเช่นกัน
           
ส่วนเมนูอื่นในวันนั้น ก็อุดมด้วยประโยชน์และรสอร่อย ไม่ว่าจะน้ำพริกกุ้งแม่น้ำรสกลมกล่อม ที่ใช้กุ้งแม่น้ำที่ออกเรือไปจับกันมาสดๆ ในอ่าวไม่ไกลจากบางกระเจ้า พร้อมผักเคียงที่ล้วนเก็บมาจากสวนในละแวกเดียวกัน รวมถึงไข่เจียวยอดต้นปรงที่เราเด็ดกันมาจาก

สวนลุงพรก็อร่อยจนลืมอิ่ม และอีกหนึ่งเมนูที่ทั้งสวยทั้งอร่อยคือส้มตำดอกไม้! ที่รวมไว้ทั้งดอกคูน ดอกอัญชัน และอีกหลายดอกที่ผลิออกอยู่ในพื้นที่บางกระเจ้า

ก่อนตบท้ายด้วยของหวานอย่าง ‘แกงบวดลูกจาก’ ผลผลิตอีกชนิดที่ถือเป็นรายได้เสริมของคนบางกระเจ้าอย่างงาม โดยลูกจากอ่อนๆ นั้นเมื่อนำมาบวดกับกะทิแล้วเข้ากันไม่แพ้กล้วยหรือเผือก เรียกว่าเป็นรสชาติใหม่ที่คนรักของหวาน และคนรักผลไม้พื้นบ้านไทยควรหาโอกาสลอง
           
หลังอิ่มอร่อยกับอาหารจากวัตถุดิบที่ได้จาก ‘ปอดของกรุงเทพฯ’ พวกเราก็นั่งประมวลความคิดกันสักพัก พร้อมลงมติเห็นตรงกันว่า ความยั่งยืนในสังคมของเรา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มจากตัวเอง เหมือนอย่างที่ลุงพรขยันขันแข็งทำร่องสวนอินทรีย์ เหมือนอย่างที่เชฟปลายเลือกกลับบ้านมาสานต่อวัตถุดิบของชุมชน เหมือนอย่างที่อาจารย์ก้อยหาวิธีเลี้ยงไก่โดยคิดถึงคนกินเป็นหลัก ด้วยการใช้อาหารจากธรรมชาติ ที่ดีต่อทั้งคุณภาพของไข่ไก่ ทั้งยังดีต่อสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ต้องเข้าใกล้สารเคมี และเหมือนอย่างที่พี่สุกิจและกลุ่มอนุรักษ์หิ่งห้อยคอยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยหัวใจ เพื่อให้ใครๆ ในสังคมได้รับประโยชน์โดยทั่วกัน
           

Join us!

“EAT BETTER กินดีกว่า” เป็นโครงการรณรงค์เพื่อสร้างวิถีการผลิตและบริโภคที่ต้องคำนึงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างจิตสำนึกใหม่ร่วมกัน ในระบบอาหารที่ยั่งยืนนั้นผู้ผลิตจะทุ่มเทในการผลิตอาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคที่มีสำนึกรู้ในคุณค่าของอาหารที่มาจากความใส่ใจของผู้ผลิต ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลบนวิถีแห่งการบริโภคที่ดีกว่า ติดตามกิจกรรมดีๆได้ที่กลุ่ม FB: Eat Better กินดีกว่า

Join us!