Sustainable Brand Bangkok 2018 | WWF

แบ่งปัน เรียนรู้ และลงมือพัฒนาตลาดน้ำบางน้ำผึ้งอย่างยั่งยืน

By อรุณวตรี รัตนธารี

© X-Photography

เมื่อพูดถึงบางกระเจ้า อีกหนึ่งสถานที่ที่มักมีชื่ออยู่คู่กันเสมอก็คือ ‘ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง’

ด้วยความพิเศษของทรัพยากรและวัฒนธรรมของตำบลบางน้ำผึ้ง เขตอำเภอพระประแดงนั้นน่าสนใจ ไม่ว่าจะทรัพยากรจากบริเวณป่าชายเลนที่อุดมด้วยไม้พื้นถิ่น อาทิ ต้นจาก ต้นตีนเป็ด หรือต้นพิลังกาสาที่ให้ผลผลิตหล่อเลี้ยงคนพื้นถิ่นมาหลายชั่วอายุ รวมถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายภายในชุมชนที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากเชื้อสาย อาทิ ชาวไทยเชื้อสายมอญที่มีวิถีการกินอยู่เป็นเอกลักษณ์ ชาวไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำ รวมถึงชาวประมงที่อาศัยพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำทำกินมานานนับร้อยปี

อาจเพราะแบบนั้น ‘ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง’ จึงไม่เหมือนตลาดไหน ด้วยรวมไว้ซึ่งสินค้าที่เป็นผลผลิตของชุมชน รวมถึงรายละเอียดของวิถีชีวิตริมน้ำอันงดงามที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และทั้งนี้ทั้งนั้น ในโลกสมัยใหม่ การสื่อสารอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้เกิดการรับรู้ระดับสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทาง WWF Thailand จึงจับมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วนทั้ง UN Environment, WWF, TOPS market, Family mart, Sustainable Food Lab-ตลาดสุขใจ และอบต.บางน้ำผึ้ง-ตลาดบางนำ้ผึ้ง จัดเวิร์คช็อป Redesigning Bangnampueng Market: Promoting farmer’s markets as a bustling hub of sustainability ขึ้นภายในงาน Sustainable Brands 2018 Bangkok การประชุมสัมมนาว่าด้วยความยั่งยืนของแบรนด์ระดับสากล ที่จัดต่อเนื่องมาแล้วกว่า 10 ปี เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนไอเดียเกี่ยวกับประเด็นการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนในระบบอาหาร โดยมี “ตลาดชุมชน” เป็นศูนย์กลางเชื่อมระหว่างชุมชนผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 

© X-Photography
© X-Photography
© X-Photography


วิทยากรคนแรก Beatriz Martins Carneiro จาก UN Environment นำเสนอการสื่อสารข้อมูลการพัฒนาอย่างยั่นยืนของสินค้า (​Product sustainability) ไว้อย่างน่าสนใจ โดยคำนึงถึงหลักการเบื้องต้น 5 ข้ออันได้แก่ ความน่าเชื่อถือ (Reliability), ความโปร่งใส (Transparency), ความเชื่อมโยง (Relevant), การเข้าถึง (accessibility) และความชัดเจน (Clarity) ประเด็นสำคัญของหลักการดังกล่าวคือการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อแบรนด์หรือสินค้ามากที่สุด เพื่อให้ผู้บริโภคทั้งรูปแบบองค์กรและบุคคลรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน และนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกกับสังคม
         
อาทิ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า ที่ควรมีการรับรองที่เป็นทางการและเชื่อถือได้ อาทิ การระบุข้อมูลว่าเป็นสินค้าออร์แกนิกนั้น หากได้รับการรับรองจากสถาบันที่มีการตรวจสอบความถูกต้อง อาทิ เสื้อยืดจากฝ้ายอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวัสดุสิ่งทออินทรีย์ (Global Organic Textile Standard หรือ GOTS) ย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าการรับรองด้วยตัวขององค์กรเอง

© X-Photography
© X-Photography

รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับผู้บริโภค ที่ควรเป็นไปอย่างเข้าใจวิถีชีวิตของผู้รับสาร ไม่ใช่เพียงการสื่อสารเพื่อให้เกิดการรับรู้เท่านั้น อาทิ การสื่อสารว่าสินค้านั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วยในคราวเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกว่าการสื่อสารว่าแบรนด์สินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งเป็นภาพกว้างและไกลตัว
         
ด้านความโปร่งใสและความชัดเจนก็นับเป็นหลักการสำคัญเช่นกัน โดยผู้ผลิตควรสื่อสารกับผู้บริโภคให้ชัดเจนว่าการรับรองต่างๆ นั้นควบคุมโดยหน่วยงานใด มีระบบการตรวจสอบอย่างไร ผ่านภาษาที่เข้าใจง่ายและให้ข้อมูลที่ผู้บริโภคสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง อาทิ ตราการค้าเป็นธรรม (Fair Trade) ซึ่งควรได้รับการรับรองจากสถาบันเท่านั้น เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรีไซเคิล ที่

ควรมีข้อมูลมากกว่าแค่สินค้านั้นรีไซเคิลได้หรือไม่ ทว่ารวมถึงกระบวนการรีไซเคิลและผลลัพธ์ในระยะยาว  

ทว่าหลักการทั้งหมดอาจไม่มีความหมาย หากขาดหลักการข้อสุดท้ายอย่างการเข้าถึง โดยข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวมานั้นควรส่งถึงมือผู้รับสารอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ QR Code บนตราสินค้าที่เป็นช่องทางการให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้วยตัวเอง
         
ทั้งนี้ทั้งนั้น หลักการเบื้องต้นดังกล่าว ควรปรับใช้ควบคู่ไปกับหลักการที่ซับซ้อนกว่านั้น เพื่อผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว เช่นว่า การสื่อสารควรดำเนินไปเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นภาพใหญ่ของการพัฒนาอย่างรอบด้าน รวมถึงเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมและแรงบันดาลใจซึ่งจะส่งให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายระดับ

© X-Photography
© X-Photography

[B] เอาใจใส่ผู้ผลิต และเข้าใจผู้บริโภค

ทางด้านภาคธุรกิจอย่างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งรับบทบาททั้งผู้รับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์รายใหญ่ พร้อมควบหน้าที่พัฒนาแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันทำงานกับภาคเกษตรมากกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเริ่มจากการลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบแหล่งผลิตว่าตรงตามมาตรฐานขององค์กรหรือไม่ ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ ออร์แกนิก และปลอดสารพิษ ก่อนทำการประเมินปัญหาและร่วมหาทางพัฒนาร่วมกับเกษตรกร อาทิ การหาเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกษตรกรทดลองปลูก ก่อนรับซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล รวมถึงให้ความรู้เกษตรกรในการดูแลผลผลิต จัดเก็บ และจัดส่งสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสากล (Food safety)
      
เหนือจากนั้น ท็อปส์ยังทำการสื่อสารสตอรี่ของสินค้าไปยังผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ออร์แกนิก และปลอดสารพิษ ในอีกทางยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ซึ่งเชื่อมโยงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในท้ายที่สุด


อาทิ การจัดวางผักผลไม้แบบสลับสีสัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคโฟกัสกับสินค้าตรงหน้ามากขึ้น รวมถึงการจัดวางสินค้าหมวดหมู่เดียวกันไว้ใกล้กัน เพื่อสะดวกต่อการเลือกซื้อ รวมถึงการสร้างพื้นที่การสื่อสารเรื่องราวในซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ ป้ายสตอรี่ หรือมุมขายสินค้าที่มีพนักงานคอยบอกเล่าเรื่องราว รวมถึงการซื้อพื้นที่สื่อต่างๆ ซึ่งท็อปส์ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาในพื้นที่จริง
         
นอกจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต อีกหนึ่งธุรกิจในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ปอย่างแฟมิลี่มาร์ท ก็มีแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน โดยมีผลลัพธ์ที่ชัดเจน อาทิ โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมบริเวณเกาะสมุย พื้นที่ซึ่งมีร้านแฟมิลี่ มาร์ทมากถึง 77 สาขา ผ่านการอบรมให้พนักงานร้านแฟมิลี่มาร์ททุกคนแยกขยะอย่างเป็นระบบ ก่อนนำขยะบางส่วนไปเปลี่ยนเป็นก๊าซหุงต้มเพื่อใช้ในโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้กว่าเดือนละ 5 พันบาท รวมถึงยังเผยแพร่ความรู้การแยกขยะให้กับชุมชนบนเกาะสมุย เพื่อร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

© X-Photography
© X-Photography

[B] การท่องเที่ยวแนวใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากบทบาทของภาคธุรกิจและนักพัฒนาแล้ว ธุรกิจการท่องเที่ยวก็นับเป็นอีกช่องทางที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การเกิดขึ้นของสามพรานโมเดลเมื่อปี 2553 ซึ่งเกิดจากการตั้งคำถามของภาคธุรกิจอย่างสวนสามพรานถึงระบบอาหารในบ้านเรา ว่ามีปัญหาอย่างไร และจะแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารปลอดภัยได้ด้วยวิธีการใดบ้าง ก่อนสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ใกล้กับโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ เรื่อยมาตั้งแต่บริเวณจังหวัดนครปฐมไปจนถึงหลายจังหวัดใกล้เคียง อาทิ ราชบุรี และกาญจนบุรี และรับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยตรงจากเกษตรกรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
         
นอกจากรับซื้อในราคาเป็นธรรม สามพรานโมเดลยังช่วยเกษตรกรในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อขยายเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันสามพรานโมเดลมีเกษตรกรในเครือข่ายรวมกว่า 15 กลุ่ม ทั้งยังผลักดันให้ผู้ปลูก ผู้ปรุง และผู้กินได้มีปฏิสัมพันธ์กันผ่าน ‘ตลาดสุขใจ’ ตลาดนัดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เกิดขึ้นเพื่อส่งต่อสินค้าคุณภาพดีและส่งต่อไอเดียในการกินดีให้ก้าวไกล


นอกจากการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์แล้ว สามพรานโมเดลยังมุ่งหน้าพัฒนาด้านการท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วยกัน ผ่านคอนเซ็ปต์ Organic Tourism ซึ่งเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้ากับการเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของสามพรานโมเดล อาทิ การเรียนรู้การทำนาข้าวแบบอินทรีย์ และการลิ้มรสอาหารที่ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่แข็งแรงในปัจจุบัน
         
โดยเป้าหมายระยะไกลของสามพรานโมเดลนั้น ไม่ใช่เพียงการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบสนองความต้องการทางการตลาด หรือการเดินหน้าเพื่อพัฒนาด้านการเกษตรอย่างเดียว ทว่าคือการกระจายไอเดียในการพัฒนาระบบอาหารของไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ต่อไปในอนาคต

© X-Photography
© X-Photography

[B] อนาคตของตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

หลังการแบ่งปันความรู้ในการพัฒนาทั้งจากภาคธุรกิจและองค์กรพัฒนาสังคม ท้ายสุดคือการหันกลับมามองเป้าหมายของการพัฒนา นั่นก็คือตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ซึ่งหากนับตั้งแต่วันก่อตั้งกระทั่งปัจจุบันจะมีอายุรวม 14 ปีเต็ม และนับเป็นตลาดน้ำที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยในปัจจุบันมีร้านค้ากว่า 797 ร้าน และสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ราว 8,000 - 10,000 คนต่อวัน เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนบางกระเจ้าและประชากรในจังหวัดสมุทรปราการได้อย่างมั่นคง
         
ทว่าการเติบโตของตลาดน้ำบางน้ำผึ้งนั้น ก็มาพร้อมกับปัญหาหลายประการ อันเกิดจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจำนวนร้านค้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้เกิดทั้งปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเน่าเสีย ปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่น


สู่รุ่นที่เริ่มลดลงเนื่องจากคนในชุมชนขาดการใช้เวลาร่วมกัน  ทว่าหากมองในแง่ของการพัฒนา ปัญหาดังกล่าวก็อาจทำให้เป้าหมายในการพัฒนามีความชัดเจน และสามารถสร้างความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบแบบแผนขึ้นกว่าเดิม 

และจากการแลกเปลี่ยนที่ผ่านมา พบว่า หากตลาดพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม ตลาดก็จะส่งเสริมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เดินหน้าอย่างเป็นมิตรต่อโลก โดยเฉพาะในภาวะที่แหล่งอาหารจากฐานการผลิตระดับชุมชนกำลังถูกทำลายลงเรื่อยๆ จากระบบโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไป พร้อมกับรูปแบบการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นจะต้องย้อนกลับมาหาทางออกในฐานการผลิตระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเลือกและส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีการบริโภคอย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต